วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคเหนือ

            ภาคเหนือมีลักษณะเป็นเทือกเขาสลับกับที่ราบ ผู้คนกระจากตัวอยู่เป็นกลุ่ม มีวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามทั้งวัฒนธรรม พิธีกรรม ความเชื่อ ภาษา การแต่งกาย การละเล่นพื้นบ้าน และอาหาร ฯลฯ นับเป็นกิจกรรมที่มีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมาอย่างยาวนาน ว่าแล้วเราก็ขอนำทุกคนไปพบกับเรื่องราว วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของชาวเหนือกันเลย




ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวิถีชีวิต

                    ชาวไทยทางภาคเหนือมีภาษาล้านนาที่นุ่มนวลไพเราะ ซึ่งมีภาษาพูดและภาษาเขียนที่เรียกว่า "คำเมือง" ของภาคเหนือเอง โดยการพูดจะมีสำเนียงที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่ ปัจจุบันยังคงใช้พูดติดต่อสื่อสารกัน

ภาคเหนือเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตกว้างขวาง มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ผู้คนอาศัยในดินแดนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ คนเมืองกับชาวเขาคนเมือง ใช้เรียกคนที่อาศัยในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำในเขตจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูนแพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน

               จากสภาพภูมิศาสตร์อันอุดมสมบูรณ์ คนเมืองในภาคเหนือมีอาชีพทางการเกษตรเป็นหลักมีวัฒนธรรมประเพณีหลายอย่างเกี่ยวข้องกับการเกษตร และขนบธรรมเนียมเก่าแก่ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย เช่น การนับถือผี เมื่อพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้น ทำให้เกิดประเพณีต่าง ๆตามความเชื่อทางศาสนา เช่น ประเพณีสงกรานต์ งานปอย ทานขันข้าว ตักบาตรเทโว

                       ชาวเขา เป็นชนกลุ่มน้อยเผ่าต่าง ๆ ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาและกระจายตัวอยู่ทั่วไปตามพื้นที่สูงของภาคเหนือ ชนกลุ่มน้อยมีอยู่หลายเผ่า เช่น ม้ง ลาหู่ อาข่า ลีซูหรือลีซอ เป็นต้นชนเผ่าต่าง ๆ มีความผูกพันกับป่าเขา ดำรงชีวิตด้วยการเพาะปลูกบนที่สูงและการเลี้ยงสัตว์มีวัฒนธรรมประเพณีเป็นของตนเอง ทั้งภาษา เครื่องแต่งกาย ศาสนา พิธีกรรมและความเป็นอยู่


ที่อยู่อาศัย

               ที่อยู่อาศัย วัฒนธรรมประเพณี สภาพดินฟ้าอากาศ มีส่วนกำหนดลักษณะที่อยู่อาศัยของผู้คนบ้านเรือนในภาคเหนือ นิยมสร้างด้วยวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นสอดคล้องกับวิถีชีวิต ตัวเรือนมีขนาดเล็กใต้ถุนสูง หลังคาทรงจั่ว ประดับยอดหลังคาด้วยไม้แกะสลักไขว้กัน เรียกว่า "กาแล" ชาวเหนือที่มีฐานะดีจะอยู่เรือนที่ค่อนข้างมีขนาด ใหญ่และประณีตมากขึ้น

 

การแต่งกาย

               การแต่งกาย ในอดีตผู้หญิงชาวเหนือไม่นิยมใส่เสื้อแต่มีผ้าคล้องคอผืนใหญ่ นุ่งผ้าซิ่นลายขวางต่อหัวและเชิง ส่วนผู้ชายนุ่งผ้าผืนเดียว ต่อมาภายหลังจนกระทั่งปัจจุบัน การแต่งกายพื้นเมืองมีลักษณะแปลงไป ผู้หญิงนุ่งซิ่นกรอมเท้า อาจเป็นซิ่นลายขวางหรือซิ่นที่ทอด้วยลวดลายวิจิตรงดงาม สวมเสื้อผ้าฝ้ายตัวสั้น นิยมตกแต่งด้วยเครื่องประดับเงิน ส่วนผู้ชายใส่เตี่ยวสะดอหรือกางเกงขาก๊วยและเสื้อหม้อห้อมเคียนเอวด้วยผ้าขาวม้า อันเป็นลักษณะที่แสดงความเรียบง่าย

               ปัจจุบันการแต่งกายพื้นเมืองยังเป็นที่นิยมทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อมีงานบุญ งานประเพณีและงานเลี้ยงขันโตก เป็นต้น



ประเพณี

ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า




          ประมาณเดือนมิถุนายน (หรือปลายเดือนพฤษภาคม) เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาแต่โบราณ เพื่อเป็นการสักการะองค์พระบรมธาตุ และบวงสรวงขอพรเทวดาในการเริ่มฤดูทำนา โดยจะทำในทุกวันขึ้น 14 และ 15 ค่ำ เดือนเก้าของทางภาคเหนือ ซึ่งในแต่ละปีวันที่และเดือนจะไม่ตรงกัน เพราะนับตามปฏิทินล้านนา จะอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคม มิถุนายน ของทุกปี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนเก้า


ประเพณีทอดผ้าป่าแถว




          เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนจะได้ถวายเครื่องนุ่งห่มและไทยธรรม เป็นเครื่องบูชาแด่พระสงฆ์ก่อนจะทำพิธีลอยกระทงบูชาพระพุทธบาทตามคติความเชื่อแต่โบราณ กระทำในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (วันลอยกระทง)


ประเพณีลอยโคม




              ชาวล้านนาจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีความเชื่อใน การปล่อย โคมลอยซึ่งทำด้วยกระดาษสาติดบนโครงไม้ไผ่แล้วจุดตะเกียงไฟตรงกลางเพื่อให้ไอความร้อนพาโคมลอยขึ้นไปในอากาศเป็นการปล่อยเคราะห์ปล่อยโศกและเรื่องร้าย ๆ ต่าง ๆ ให้ไปพ้นจากตัว

ประเพณีสืบชะตา

              เป็นประเพณีของชาวไทยล้านนาโดยทั่วไป มีทั้งการสืบชะตาเมืองสืบชะตาบ้าน และสืบชะตาบุคคลเพื่อความเป็นสิริมงคลความเจริญรุ่งเรือง มีการเตรียมเครื่องบูชาเซ่นไหว้ต่าง ๆ มากมาย เพื่อบูชาพระเสื้อเมืองพระทรงเมืองส่วนการสืบชะตาบุคคลนั้นมักจะทำเนื่องในวันเกิดงานขึ้นบ้านใหม่ หรือเมื่อเจ็บป่วย

ประเพณีทานข้าวสลาก

                    ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” หมายถึง ประเพณีถวายสลากภัตนั่นเอง เริ่มในวันเพ็ญเดือน 12 เหนือตลอดเดือนแล้ว แต่ที่ใดจะเห็นเหมาะสมจัดในวันใดก่อนวันพิธีถือว่าเป็น “วันดา” ชาวบ้านจะเตรียมเครื่องไทยทานแล้วนำไปวัดที่จัดงานเพื่อถวาย พระ สามเณร

มีการเขียนคำอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ตายและพวกเทวดาทั้งหลายมีการจับสลากในการถวายตามหมายเลขว่าตรงกับพระรูปใดพระรูปนั้นก็จะรับประเคนและจะให้พร

ประเพณีสงกรานต์

               เป็นประเพณีเก่าแก่มาแต่โบราณ ตรงกับวันที่ 13 เมษายนของทุกปีชาวเชียงรายถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ เปลี่ยนศักราชใหม่ ชาวบ้านเรียกกันว่า “วันสังขารล่อง” หมายถึงว่าอายุสังขารของคนเราได้ล่วงไปอีกปีหนึ่งนิยมไปจนถึงวันที่ 17 เมษายน ในแต่ละวันจะมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การขนทรายเข้าวัด สรงน้ำพระพุทธรูปและรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่

ประเพณีตานตุง

              ในภาษาถิ่นล้านนา ตุง หมายถึง “ธง” จุดประสงค์ของการทำตุงในล้านนาก็คือ การทำถวายเป็นพุทธบูชา ชาวล้านนาถือว่าเป็นการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือถวายเพื่อเป็นปัจจัยส่งกุศลให้แก่ตนไปในชาติหน้า ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อตายไปแล้วก็จะได้เกาะยึดชายตุงขึ้นสวรรค์พ้นจากขุมนรก วันที่ถวายตุงนั้นนิยมกระทำในวันพญาวันซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์

ประเพณีลอยกระทงสาย

                  เพื่อบูชาแม่คงคา ขอขมาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในน้ำและอธิษฐานบูชารอยพระพุทธบาทประเพณีปอยหลวงหรือบุญปอยหลวง

                  เป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนาซึ่งเป็นผลดีต่อสภาพทางสังคม ถือว่าเป็นการให้ชาวบ้านได้มาทำบุญร่วมกัน ร่วมกันจัดงานทำให้เกิดความสามัคคีในการทำงาน งานทำบุญปอยหลวงยังเป็นการรวมญาติพี่น้องที่อยู่ต่างถิ่นได้มีโอกาสทำบุญร่วมกัน และมีการสืบทอดประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาครั้งแต่บรรพชนไม่ให้สูญหายไปจากสังคม ช่วงเวลาจัดงานเริ่มจากเดือน 5 จนถึงเดือน 7 เหนือ (ตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายนหรือเดือนพฤษภาคมของทุกปี) ระยะเวลา 3-7 วัน

ประเพณีแข่งเรือยาว

               เป็นประเพณีที่เก่าแก่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่โบราณกาล การจัดแข่งจะจัดกันเองในหน้าน้ำ ในเทศกาลตานก๋วยสลาก (สลากภัต) แต่ละวันก็จะนำเรือของตนเข้าแข่งเพื่อเป็นการสมานสามัคคีกันเอกลักษณ์ของเรือ คือ เป็นเรือที่ขุดจากไม้ตะเคียนหรือตะเคียนทองทั้งต้น โดยเชื่อกันว่า มีความทนทานและผีนางไม้แรง



การแสดง

                การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ   ศิลปะการแสดงทางภาคเหนือ เป็นลักษณะศิลปะที่มีการผสมผสานกันระหว่างชนพื้นเมืองชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไทยลานนา  ไทยใหญ่ เงี้ยว รวมถึงพวกพม่าที่เคยเข้ามาปกครองล้านนาไทย ทำให้นาฏศิลป์หรือการแสดงที่เกิดขึ้นในภาคเหนือมีความหลากหลาย แต่ยังคงมีเอกลักษณ์เฮพาะที่แสดงถึงความนุ่มนวลของท่วงท่า และทำนองเพลงประกอบกับความไพเราะของเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีด สี ตี เป่า ที่มีความเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็น เป้ยะ สล้อ ซอ ซึง และกลอง ที่ปรากฏอยู่ในการฟ้อนประเภทต่างๆ รวมทั้งการแสดงที่มีความเข้มแข็ง หนักแน่นในแบบฉบับของการตีกลองสะบัดชัย และการตบมะผาบ

 



             การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือนอกจะมีลักษณะเป็นแบบพื้นเมืองเดิม ไทยลานนา  ไทยใหญ่ เงี้ยวรวมถึงพม่า ผสมกันอยู่แล้ว ยังมีลักษณะการแสดงของภาคกลางรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชายา พระนามว่าเจ้าดารารัศมี พระราชธิดาของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ และเจ้าแม่ทิพเกสร  เจ้าเมืองเชียงใหม่ ทำให้อิทธิพลการแสดงของภาคเหนือในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีมีลักษณะของภาคกลางปะปนอยู่บ้าง ทำให้สามารถแบ่งลักษณะการแสดงพื้นเมืองภาคเหนือได้เป็น 3 ลักษณะ

1.ลักษณะการฟ้อนแบบพื้นเมืองเดิม เป็นการแสดงที่มีอยู่ตามท้องถิ่นทั่วไป เช่น ฟ้อนครัวทาน ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน เป็นต้น

2.ลักษณะการฟ้อนที่ได้รับอิทธิพลจากชาติอื่น อาทิ พม่า ไทยใหญ่ เงี้ยว เช่น ฟ้อนไต ฟ้อนโต ฟ้อนเงี้ยว เป็นต้น

3.ลักษณะการฟ้อนแบบคุ้มหลวง เป็นการฟ้อนที่เกิดขึ้นในคุ้มของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ซึ่งมีลักษณะการฟ้อนของภาคกลางผสมอยู่ เช่น ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา  ฟ้อนน้อยใจยา เป็นต้น

     ปัจจุบันการแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ วิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่ สร้างสรรค์จากท่า และทำนองเพลงพื้นเมืองล้านนา ใช้หัตกรรมพื้นบ้านเป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดง เช่น ฟ้อนผาง ฟ้อนที เป็นต้น

 การแสดงพื้นเมืองภาคเหนือ  ได้แก่

- ฟ้อนผีมด ฟ้อนผีเม็ง เป็นการบูชาผีบรรพบุรุษ

- ฟ้อนกิงกะหลา เป็นการฟ้อนเรียนแบบนก มีลักษณะเป็นการรำคู่ เกี้ยวพาราสีหรือหยอกล้อเล่นหัวกัน

- ฟ้อนผีนางดัง เป็นการฟ้อนของชาวล้านนา นิยมเล่นในเทศกาลตรุษสงกรานต์

- ฟ้อนเจิง เป็นการฟ้อนที่แสดง ถึงศิลปะการป้องกันตัวด้วยมือเปล่า

- ฟ้อนดาบ เป็นการแสดงถึงศิลปะการป้องกันตัวด้วยมีดดาบ

- ฟ้อนจ๊าด เป็นการฟ้อนที่เล่นเป็นเรื่องราวแบบโบราณ นิยมแสดงในงานศพ และงานเทศกาลต่างๆ

- ตบมะผาบ เป็นการฟ้อนด้วยมือเปล่า โดยใช้มือตบไปตามร่างกายด้วยความรวดเร็ว เพื่อให้เกิดเสียงดัง

- ฟ้อนเล็บ เป็นการฟ้อนแบบดั้งเดิมที่มีความสวยงาม โดยผู้ฟ้อนสวมเล็บสีทอง

- ฟ้อนเทียน เป็นการฟ้อนแบบดั้งเดิมเช่นเดียวกับฟ้อนเล็บ แต่จะฟ้อนเวลากลางคืน โดยผู้ฟ้อนจะถือเทียน

- ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา เป็นการฟ้อนที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีทรงประดิษฐ์ร่วมกับครูช่างฟ้อนของพม่า โดยใช้ท่ารำของราชสำนักพม่าผสมท่าฟ้อน โดยใช้ท่ารำของสำนักพม่าผสมท่าฟ้อนของไทย

- ฟ้อนล่องน่าน หรือฟ้อนน้อยใจยา เป็นการฟ้อนเพื่อใช้ประกอบการแสดงละครเรื่องน้อยใจยา มีลักษณะการรำคู่ระหว่างชายกับหญิง

- ฟ้อนสาวไหม เป็นการฟ้อนที่แสดงถึงกรรมวิธีการทอผ้าไหม ซึ่งเป็นอาชีพของชาวไทยภาคเหนือ

- ฟ้อนเก็บใบชา เป็นการฟ้อนที่แสดงถึงกรรมวิธีการเก็บใบชา ซึ่งเป็นอาชีพของชาวไทยภาคเหนือ

- ฟ้อนปั่นฝ้าย เป็นการฟ้อนที่นิยมแสดงเพื่อคั่นการขับซอ ผู้ฟ้อนจะแสดงกิริยาเลียนแบบการปั่นฝ้าย

- ฟ้อนหางนกยูง เป็นการฟ้อนที่ใช้หางนกยูงเป็นอุปกรณ์ประกอบ เป็นการฟ้อนเพื่อแสดงเอกลักษณ์ของชาวล้านนา มีหางนกยูงเป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดง

- ฟ้อนที เป็นการฟ้อนโดยใช้ผู้แสดงหญิงล้วน แต่งกายพื้นเมือง ใช้ทำนองเพลงเหมยมุงเมือง

- ฟ้อนผาง เป็นการฟ้อนโดยใช้ผู้แสดงหญิงล้วน แต่งกายพื้นเมือง อุปกรณ์ประกอบการแสดง คือ ตะคันดินเผาจุดเทียน


การละเล่น




            ม้าจกคอก,ลูกโยน หรือ ลูกช่วง,การเล่นไม้หึ่ง หรือ อีหึ่ง,ปั่นหนังว้อง,ชนกว่าง,เตย หรือ หลิ่น,เล่นโพงพาง,ยก,เบี้ยขี้โก่ง,อีหึ่ม,เล่นตากระโดด,ไก่ชนมะม่วง,เต้นกำรำเคียว,บ่าขี้เบ้าทราย,การรำกลองยาว,รำโทนวง,สะโป้ก,ปริศนาคำทาย,การเส็งกลอง,ซิกโก๋งเก๋ง,การแข่งขันเรือบก,การละเล่นแมงตับเต่า,รำเสื้อแขบลาน,ค่าวเพลงซอดาววีไก่น้อย,หมากข่าง,หมากล้อกลิ้ง,หมากเก๊,ฟ้อนดาบ,โคมลอย,กลองหลวง,การซอพื้นเมือง,กลองดิน,การเล่นเพลงยิ้มใย,เชิญผีนางด้ง,การเล่นนางอึ่ง,เพลงขอทาน





                เตยหรือหลิ่น เป้นการละเล่นพื้นเมืองของจังหวัดตาก จะเล่นกันบริเวณลานกว้างที่โล่งแจ้ง วิธีการเล่นเริ่มจากขีดเส้นเป็นตารางจำนวนเท่ากับผู้เล่น จากนั้นแบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งยืนประจำเส้นตามขวาง อีกฝ่ายจะวิ่งผ่านแต่ละเส้นไปโดยไม่ให้เจ้าของเส้นแตะได้ เมื่อเริ่มเล่นคนที่ยืนประจำเส้นแรก พูดว่า ไหล หรือ หลิ่น ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มวิ่งผ่านเส้นแรกไปจนถึงเส้นสุดท้ายแล้ววิ่งกลับ ถ้าวิ่งกลับถึงเส้นแรกโดยไม่ถูกฝ่ายตรงข้ามแตะได้ก็พูดว่า เตย ก็จะเป็นฝ่ายชนะ


อาหาร




กระบอง ผักชุบแป้งทอด กรอบนอก นุ่มใน เผ็ดเล็กน้อยจากพริกแกงที่ผสมในแป้ง ปกติมักใช้ฟักทอง แต่อาจจะใช้ผักอย่างอื่นเช่น มะละกอ หัวผลี หรือหัวหอมก็ได้




ข้าวหลาม ทำจากข้าวเหนียวผสมถั่วดำ คลุกเคล้ากับน้ำตาลทรายและกะทิ กรอกลงกระบอกไม้ไผ่ นำไปเผาบนถ่าน




ข้าวซอย เส้นข้าวซอยราดแกงกะทิ ใส่น่องไก่ โรยด้วยหมี่กรอบ กินคู่กับหอมแดงซอย พริกป่นผัดน้ำมัน




ไส้อั่ว ไส้กรอกรสเผ็ดจากภาคเหนือของไทย คำว่า “อั่ว” ในภาษาเหนือแปลว่ากรอกหรือยัดไส้ ไส้อั่วจึงเป็นการนำหมูบดมาผสมกับกระเทียม สมุนไพร พริก และเครื่องแกง ก่อนนำไปกรอกใส่ไส้




ขนมจีนน้ำเงี้ยว น้ำเงี้ยวได้รสเปรี้ยวหวานจากมะเขือเทศ ผัดรวมกับเลือดหมู เนื้อหมู ถั่วเน่าและพริก กลายเป็นน้ำแกงสีแดงนำไปราดเส้นขนมจีน เพิ่มรสชาติด้วยการโรยกระเทียมเจียว ผักกาดดอง มะนาว และแคบหมู




แกงฮังเล มีส่วนผสมใกล้เคียงกับผงมาซาลา (masala) หลังจากคลุกเคล้าเนื้อหมูและเครื่องเทศให้เข้ากันดีแล้ว ให้นำไปเคี่ยวอย่างน้อย 40 นาที ตัวแกงจะเริ่มส่งกลิ่นหอมของเครื่องเทศและสมุนไพร ทั้งมะขาม ขิง และกระเทียมดอง




น้ำพริกหนุ่มกับแคบหมู น้ำพริกทำจากพริกหนุ่ม กระเทียม หอมแดง และผักชี ให้รสเผ็ดเล็กน้อย เข้ากันได้ดีกับความเค็มจากแคบหมู




ลาบดิบ ส่วนผสม-ของลาบดิบคล้ายคลึงกับลาบ มีทั้งพริกลาบ สะระแหน่ และน้ำปลา สิ่งที่ต่างคือเนื้อที่ใช้จะเป็นเนื้อดิบที่บดหรือสับ แถมยังมีเครื่องในและเลือด




หมูยอ นำไปทอดกินเป็นของว่าง หรือจะนำไปผสมกับยำก็ได้




แกงโฮะ คือการนำอาหารเหลือหลาย ๆ อย่างมารวมกัน น้ำแกงที่เหลือ (ปกติมักเป็นแกงฮังเล) นำมาผัดกับวุ้นเส้น ใบมะกรูด หน่อไม้ดอง ตะไคร้ และเนื้อหมู

 


ภูมิปัญญา

ด้านเกษตรกรรม โภชนาการ อาหารแปรรูป

ขนมจ๊อก (ขนมเทียน,ขนมนมสาว)




            อาหารหวานของทางภาคเหนือและถือเป็นของหวานที่เป็นขนมยอดนิยม ทำกันทุกบ้านในเวลาเทศกาลโดยเฉพาะสงกรานต์  หรือเทศกาลเข้าพรรษา เดือนยี่เป็ง เวลาไปทำบุญที่วัดีเราจะพบเห็นขนมพื้นบ้านที่ทุกบ้านจะนิยมทำคือ"ขนมจ๊อก" คำว่า "จ๊อก" เป็นคำกริยาที่หมายถึง การทำสิ่งของให้มีลักษณะเป็นคล้าย ๆ กระจุก มียอดแหลม คือการห่อขนมเทียนของทางภาค กลางนั่นเอง ขนมจ๊อกของภาคเหนือดั้งเดิมนิยมทำไส้หวานจากมะพร้าวเท่านั้นไม่นิยมทำไส้ถั่วหรือไส้เค็มเลย

เครื่องปรุง

แป้งข้าวเหนียว 5 ถ้วยตวง

น้ำ 3 ถ้วยตวง

เกลือป่น 1 1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. นวดแป้งโดยใส่น้ำทีละน้อย ขณะที่กำลังนวดใส่เกลือป่นลงไปด้วย นวดจนกระทั่งแป้งนิ่ม เก็บไว้ในภาชนะที่ปิดฝาหรือใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำพอหมาด คลุมไว้ (จะใช้หัวกะทิสำหรับนวดก็ได้)

2. ใส่มะพร้าวกับน้ำตาลปีบลงในกะทะหรือหม้อตั้งไฟกลาง คนไปจนกระทั่งเหนียวปั้นได้ ยกลง

3. ปั้นไส้เป็นก้อนกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1/2 นิ้ว

4. นำแป้งมาปั้นให้กลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว แผ่ออก นำไส้ขนมที่ปั้นไว้มาใส่ตรงกลาง แล้วห่อแป้งหุ้มไส้ขนมให้มิดห่อด้วยใบตองที่เตรียมไว้

5. เรียงขนมที่ห่อเรียบร้อยแล้ว ลงในลังถึง นึ่งไฟกลางประมาณ 35 นาทีพอสุกยกลง

 

ด้านหัตถกรรม อุตสาหกรรมครัวเรือนและผ้าฝ้าย




            ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่มีชื่อเสียงในภาคเหนือมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น ร่มทำด้วยกระดาษสา ผลิตภัณฑ์อื่นจากกระดาษสา เครื่องใช้ในบ้านเรือนไม้ เครื่องปั้น ดินเผา ผลิตภัณฑ์ผ้าไหม และผ้าฝ้าย เครื่องนุ่งห่มพื้นเมือง และเครื่องจักสาน เป็นต้น

 

ด้านการแพทย์แผนไทย

ยาฝนยาต้ม




            ยาฝน คือ สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคด้วยวิธีการนำตัวยามาฝนกับน้ำกระสายแล้วให้ผู้ป่วยดื่ม ทาบริเวณที่มีอาการ ยาฝนที่ใช้รักษาโรคมักจะเรียกว่า ยาแก้ เช่น ยาฝนแก้กินผิดสาบผิด ยาฝนแก้ตุ่มแก้คัน ยาฝนแก้สันนิบาต ยาฝนแก้ขาง ยาฝนแก้ฝี ยาฝนแก้อีสุกอีใส ยาฝนแก้มะเฮ็งคุด ยาฝนแก้ลมบ้าหมู ยาฝนแก้นิ่ว ยาฝนแก้ห้ามฮาก (อาเจียน) ยาฝนตัดฮากสาน ยาฝนแก้ไข้ ยาฝนแก้มะโหก ยาฝนแก้ถอนพิษ เป็นต้น ยาฝนแต่ละป้าก (ตำรับ) จะมีตัวยามากน้อยตามกัน ดังตัวยาแก้ห้าต้น ประกอบด้วยตัวยา 5 ชนิด คือ หญ้าหมูป่อย เถาแตงเถื่อน หนาดคำ จุ่งจะลิง และดีงูหว้า ในอดีตชาวล้านนามักจะมียาฝนไว้ประจำบ้านหรือติดตัวไปตามที่ต่างๆ หากมีผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถฝนยารักษาได้ทันท่วงที เรียกว่า ยาแก้ทันใจ

ส่วน การฮิบยาต้ม เป็นการต้มเพื่อให้ได้ตัวยาสมุนไพรใช้ดื่มรักษาโรค เช่น แก้ปวดหลัง ปวดเอว บำรุงร่างกาย เพิ่มพลัง เป็นต้น ยาต้มบางป้าก (ตำรับ) ก็ใช้ตัวยาสด บ่างป้ากก็ใช้ตัวยาแห้ง แต่ละป้ากจะมีตัวยาต่างกัน

ด้านเศรษฐกิจ

            ความสามารถในการบริหารจัดการด้านการสะสม และบริการกองทุน และธุรกิจในชุมชน ทั้งที่เป็นเงินตรา และโภคทรัพย์ เพื่อส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชน เช่น การจัดการเรื่องกองทุนของชุมชน ในรูปของสหกรณ์ออมทรัพย์ และธนาคารหมู่บ้าน

ด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี

จิตรกรรมสกุลช่างเชียงใหม่

 



            จิตรกรรมฝาผนังวิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่ ผนังด้านทิศเหนือเขียนเรื่อง สังข์ทอง เข้าใจว่าผู้เขียนคือ เจ๊กเส็งจิตรกรรมเรื่องสังข์ทองจัดว่าเป็นฝีมือของแบบอย่างสกุลช่าง เชียงใหม่ที่ถึงแม้ว่าจะเหลืออยู่เพียงแห่งเดียว ผนังทางด้านทิศใต้เขียนเรื่องสุวรรณหงส์เป็นผลงานของช่างพื้นเมืองที่เชื่อ ว่าคือ หนานโพธา โดยเป็นงานเขียนตามแบบศิลปะกรุงเทพฯ จิตรกรรมเรื่องสังข์ทองเป็นผลงานที่ได้รับการยกย่องในด้านความงามเนื่องมา จากความปราณีตทั้งในด้านการออกแบบและฝีมือช่าง ภาพทั้งหมดมีขนาดและสัดส่วนที่ประสานกันตลอดทั้งผนัง ภาพของกลุ่มบุคคลต่างๆถูกถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ เครื่องแต่งกาย การละเล่น ที่ค่อนข้างจะใกล้เคียงกับความเป็นจริงในขณะนั้นมาก การใช้สียึดถือความเป็นจริงตามธรรมชาติและ

 

            สามารถแสดงระยะใกล้ไกลเป็นลำดับจากล่างขึ้นบน อันเป็นแบบแผนของภาพเล่าเรื่องในงานจิตรกรรมไทยประเพณีทั่วไปด้วย สำหรับจิตรกรรมเรื่องสุวรรณหงส์นั้นพบว่ามีฝีมือช่างที่แตกต่างกันสองแนวทาง คือ ฝีมือแรกเป็นการสร้างองค์ประกอบที่หนักแน่น ตัวภาพวาดอย่างสม่ำเสมอ นิยมใช้สีเข้มทึบตัดกับรูปทรงที่อ่อนและเน้นด้วยสีสดเป็นจุดๆ ใกล้เคียงกับงานจิตรกรรมแบบกรุงเทพฯ ในขณะที่อีกฝีมือหนึ่งนั้นอาศัยพื้นภาพสีอ่อนทำให้ภาพดูโปร่งเบากว่า มีการตัดเส้นที่หนาแล้วใช้สีสดระบายให้สดใส การจัดวางภาพค่อนข้างจะอิสระกว่า

 

ด้านการจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม





            ฝายแม้วเป็นฝายชะลอน้ำกึ่งถาวรประเภทหนึ่ง ประเภทเดียวกับฝายคอกหมู โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่นกิ่งไม้ ก้อนหิน เพื่อกั้นชะลอน้ำในลำธาร หรือทางน้ำเล็กๆ ให้ไหลช้าลง และขังอยู่ในพื้นที่นานพอที่จะพื้นที่รอบๆจะได้ดูดซึมไปใช้ เป็นการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้เกิดความชุ่มชื้นมากพอที่จะพัฒนาการเป็นป่าสมบูรณ์ขึ้นได้



แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม


วัดเจดีย์หลวง




            วัดเจดีย์หลวง สถาปัตยกรรมสุดยิ่งใหญ่ และเป็นวัดที่มีความเก่าแก่ของจังหวัดเชียงใหม่เลยก็ว่าได้ ประดิษฐานเสาอินทขิล และเรียกได้ว่าเป็นพระอารามหลวงแบบสมัยโบราณที่ได้มีการบูรณะมาหลายสมัยแล้ว โดยเฉพาะพระเจดีย์หลวง ซึ่งสมัยปัจจุบันมีขนาดความกว้างประมาณ 60 เมตร เป็นองค์พระเจดีย์ที่มีความสำคัญ และชาวเชียงใหม่เคารพนับถือกันเป็นอย่างมาก

            ในสมัยก่อน วัดเจดีย์หลวงถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรล้านนา นอกจากนี้แล้ว ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกมากมาย หากใครมีโอกาสได้ไปเชียงใหม่ต้องไม่พลาดไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่วัดเจดีย์หลวงเด็ดขาด


วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร




            วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร มรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นวัดเก่าแก่ อยู่คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน มีประวัติการก่อสร้างยาวนานถึง 640 ปี อัดแน่นไปด้วยศิลปกรรมที่มีความสวยงาม และถูกสร้างด้วยช่างฝีมือชาวล้านนา  ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีความเป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมฉบับล้านนา จึงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างพากันเข้ามาชมความงดงามนี้ และที่สำคัญคนส่วนใหญ่ก็มักจะเดินทางมาขอพรพระสิงห์ หรือพระพุทธสิหิงค์ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังมีพระธาตุที่ตรงกับปีมะโรงอีกด้วย

 

วัดเชียงมั่น



            วัดเชียงมั่น วัดแรกแห่งเมืองเชียงใหม่ สร้างโดยพ่อขุนเม็งรายในปีพ.ศ. 1839 มรดกทางวัฒนธรรมนี้อัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นมาที่น่าสนใจ ทั้งเป็นศูนย์กลางการศึกษา และเป็นสถานที่เผยแพร่พระพุทธศาสนา ที่สำคัญยังมีการประดิษฐานพระพุทธรูปที่มีความสำคัญอย่างพระแก้วขาว หรือเสตังคมณี นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญมากมาย หากมีโอกาสมาเยือนเมืองเชียงใหม่ ไม่ควรพลาดเดินทางมาชมศิลปะล้านนาสุดล้ำค่า เจดีย์ช้างล้อม เจดีย์ประธานศิลปะล้านนา พร้อมกับสักการะพระเสตังคมณี เพื่อเสริมสิริมงคล

 

วัดเจ็ดยอด




            วัดเจ็ดยอด หรือวัดโพธารามมหาวิหาร มรดกทางวัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนา เป็นวัดเก่าแก่ที่มาพร้อมกับความสวยงามอลังการ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโบราณสถานของเชียงใหม่ และทางพระพุทธศาสนาที่มีความสำคัญมากๆ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่เคยจัดการประชุมสังคายนาพระไตรปิฎกเป็นครั้งแรกของไทย และครั้งที่ 8 ของโลก ที่สำคัญ ภายในวัดก็อัดแน่นไปด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความงดงาม อย่างทรงยอดปรางค์ ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกันเจ็ดยอด พร้อมทั้งรูปเทวดาเรียงรายอยู่รอบๆ เปรียบเสมือนผู้ปกปักรักษาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เอาไว้

 

วัดสวนดอก




            วัดสวนดอก หรือวัดบุปผาราม สร้างโดยแรงศรัทธาทางพระพุทธศาสนาของพระเจ้ากือนาธรรมิกราช กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์มังรายของอาณาจักรล้านนา เพื่อให้เป็นที่จำพรรษาของพระมหาเถระสุมน นอกจากนี้ ชาวบ้านยังใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมตามประเพณีของชาวพุทธ และเมื่อปีพ.ศ 2533 ก็ได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ซึ่งภายในวัดก็อัดแน่นไปด้วยสถานที่สำคัญมากมาย อาทิ พระเจดีย์ใหญ่ทรงลังกา พระเจ้าเก้า และตื้อธรรมาสน์เทศนาแบบล้านนา โดยสามารถแวะเวียนไปถ่ายรูป กราบไหว้สักการะเสริมความเป็นสิริมงคลกันได้เลย


 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

                    โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมบนพื้นที่สูงของมูลนิธิชัยพัฒนาตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่


ความเป็นมา

                    กระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเงินแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในรูปแบบของการสนับสนุนสิ่งของ สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักรกล บุคลากร พันธุ์พืช และปัจจัยการผลิตอื่นๆ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อดำเนินงานโครงการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา-สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในปี 2550 และสร้างศูนย์ความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตรระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนทางภาคเหนือของประเทศไทย

 

                    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินงานโครงการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา-สาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2551 บนที่ดินราชพัสดุ แปลงที่ ชม.363 ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ คิดเป็นพื้นที่โดยประมาณ 578 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา ต่อมาในปี 2556 ได้พระราชทานพระราชานุมัติให้ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินการปรับโครงสร้างโครงการความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนา-สาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงกิจกรรมที่ได้รับมอบจากสาธารณรัฐประชาชนจีนให้อยู่ภายใต้การดำเนินงานโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมบนพื้นที่สูงของมูลนิธิชัยพัฒนาโดยได้ดำเนินการผลิตพืชในระบบชีวภาพ เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการส่วนร่วมจากภาคประชาชนในพื้นที่ตลอดจนพัฒนาผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตรของโครงการในรูปแบบต่างๆ เพื่อการจำหน่าย

 

พระราชดำริ 

 

                    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ดำเนินงาน โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาเกษตรกรรมบนพื้นที่สูงของมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นศูนย์ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย

 

วัตถุประสงค์

เพื่อเป็นศูนย์กลางความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตรระหว่างประเทศ

เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรสำหรับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย


เป้าหมายโครงการ

ศึกษา ทดลอง และพัฒนาความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับพืชพรรณและระบบการจัดการเกษตรอินทรีย์

ถ่ายทอดความรู้ด้านวิชาการและเทคโนโลยีด้านเกษตรอินทรีย์ให้แก่เกษตรกรและประชาชนที่สนใจ

อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างยั่งยืน

เสริมสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการพึ่งตนเองให้แก่ภาคประชาชนผ่านการจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือภาคการเกษตร

พัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่


ลักษณะโครงการ 

                    โครงการได้วางแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคมของที่ตั้งโครงการซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ ด้วยการศึกษา ทดลอง และพัฒนาความรู้เกี่ยวกับพืชพรรณและระบบการจัดการเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตปัจจัยการผลิตต่างๆ สำหรับใช้เองภายในโครงการเพื่อทดแทนการใช้สารเคมี โดยเน้นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่โครงการกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้แนวความคิดเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อย่างยั่งยืน จนได้รับการรับรองมาตรฐานแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ (Organic Thailand) จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือให้แก่ผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูกในพื้นที่โครงการและรับรองความปลอดภัยของผลผลิตให้แก่ผู้บริโภคภายใต้ตราสัญลักษณ์ “ทรัพย์-ปัน” ชื่อและตราสัญลักษณ์พระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

                    กิจกรรมต่างๆ ของโครงการ ประกอบด้วยกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมกับชุมชนกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรกิจกรรมพัฒนาศักยภาพการผลิตและอนุรักษ์พันธุ์พืชกิจกรรมทดสอบและพัฒนาศักยภาพการผลิตพืชผักอินทรีย์กิจกรรมพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเห็ดแบบครบวงจรกิจกรรมทดสอบและพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวและพืชหลังนาและกิจกรรมอำนวยการกลาง

 

                    ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่ทรงให้แนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยตลอดนานกว่า 30 ปี คือ ใช้จ่าย 3 ส่วน และเก็บออม 1 ส่วน คือ การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนี้

1. พอมีพอกิน ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองบ้าง ปลูกไม้ผลไว้หลังบ้าน 2-3 ต้น พอที่จะมีไว้กิน เองในครัวเรือน แบ่งให้เพื่อนบ้านบ้าง เหลือจึงขายไป

2. พออยู่พอใช้ ทำให้บ้านน่าอยู่ ปราศจากสารเคมี กลิ่นเหม็น ใช้แต่ของที่เป็นธรรมชาติ รายจ่ายลดลง สุขภาพจะดีขึ้น (ประหยัดค่ารักษาพยาบาล) เน้นเกี่ยวกับเรื่องไฟฟ้าและน้ำประปาช่วยกันประหยัด ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือโรงเรียน ก็ควรปิดน้ำ ปิดไฟ เมื่อเลิกใช้งานทุกครั้ง

3. พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มีเช่นผู้อื่น เพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ ชีวิต โดยจะอยู่ในกิจกรรม “ออมวันนี้ เป็นเศรษฐีวันหน้า”

4. เมื่อมีรายได้แต่ละเดือน จะแบ่งไว้ใช้จ่าย 3 ส่วน เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าจิปาถะ ที่ใช้ในครัวเรือน รวมทั้งค่าเสื้อผ้า เครื่องใช้บางอย่างที่ชำรุด เป็นต้น

5. ยึดความประหยัด ตัดทอนรายจ่ายในทุกๆ วันที่ไม่จำเป็น ลดละความฟุ่มเฟือย













ความคิดเห็น